มิติแห่งโลกวิญาณและการสร้างบารมี
อานิสงค์การบูชาพระรัตนตรัย
และเพราะความเลื่อมใสจากใจนีเอง ที่ก่อให้เกิดผลแห่งกรรมดีที่จะคอย

คุ้มครองบุคคลนั้น ๆ ให้ร่มเย็นเป็นสุข ด้วยบารมีแห่งพระรัตนตรัยอันเป็นส่วนของ

นามธรรม ซึ่งกล่าวได้ว่าผู้ใดเข้าถึงพระรัตนตรัยมากเท่าใด พระรัตนตรัยก็จะ

คุ้มครองรักษาผู้นั้นมากเท่านั้น กระแสบุญบารมีดังกล่าว จะก่อให้เกิดพลังงาน

ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น คอยติดตามคุ้มครองรักษาป้องกันผู้ที่เลื่อมใสใน

คุณพระรัตนตรัย ไม่ให้มีความตกต่ำหรือหลงทางในสังสารวัฎ

 และชักจูงให้บุคคลผู้นั้นพบแต่สิ่งดีๆ มีความเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลก

และทางธรรม ยกเว้นบุคคลผู้นั้นจะมีกรรมเก่าที่ต้องชดใช้เสียก่อน ภายหลัง

 จึงจะได้รับผลอานิสงค์แห่งการบูชาซึ่งคุณพระรัตนตรัย นี้เป็นกฎแห่งการบูชา

พระรัตนตรัยซึ่งให้ผลแน่นอนที่สุดทั้งในโลกนี้และโลกหน้าจนกว่าจะถึงซึ่งนิพพาน
เพราะการค้นพบพระธรรม หรือการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่ของง่าย

แต่ต้องอาศัยการสร้างสมบารมีอย่างยาวนานถึงสี่อสงไขยกับอีกแสนกัป

 ดังนั้น พลังงาน หรืออำนาจบารมีที่เกิดจากการตรัสรู้ธรรมหรือบรรลุธรรม

ของพระพุทธเจ้า และเหล่าพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้านั้น

 จึงมีมากมายอย่างมหาศาลหาที่สุดมิได้ กระแสบารมีเหล่านี้จึงเป็นเสมือน

สนามแม่เหล็กขนาดใหญ่ครอบคลุมไปทั่วสากลพิภพจักรวาล ซึ่งมนุษย์ทั่วไป

ไม่อาจสัมผัสได้ ยกเว้นท่านผู้ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ทั้งนี้รวมไป

ถึงผู้ที่เคยปฏิบัติหรือสั่งสมบารมีธรรมมาแต่ชาติก่อน ๆ ด้วย นอกจากนั้น

 เทพเจ้าทั้งหลาย มี พระสยามเทวาธิราช พระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์
พระพิฆเนศ พระอินทร์ พระวิษณุกรรม ท้าวมหาราชทั้งสี่ พระเสื้อเมือง

พระทรงเมือง พระหลักเมือง พระภูมิ เทพารักษ์ เจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา
เทพยาดา ทั้งเทพบุรุษ และเทพนารีทุกแห่งหน ตลอดจนพญานาค พญาครุฑ

ผู้ทรงตบะญาณแก่กล้า เช่น พระฤาษี และสิ่งศักด์สิทธิทั้งหลาย

 ก็เป็นที่เคารพนับถือของชนชาวไทยไม่อยู่ไม่น้อย
ธรรมะที่แสดงถึงความลี้ลับแห่งโลกทิพยืวิญญาณ ที่จัดว่าเป็นคำสอนที่ลึกซึ้ง

พิสดารอันปรากฏอยู่ใน "พระสุตตันตปิฎก" หรือ "พระสูตร" เป็นหนึ่งในคำสอน

ที่ยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า พระบรมศาสดา ที่สืบทอดกันมานับพัน ๆปี รวมเรียกว่า

"พระไตรปิฎก" นอกเหนือไปจาก "พระวินัย" และพระ "อภิธรรม" ที่ยิงใหญ่ไม่แพ้กัน ซึงได้ถูกรวบรวมและเรียบเรียงขึ้นโดยพระอรหันต์ผู้ทรงคุณธรรมระดับสูง คือ "จตุปฏิสัมภิทาญาณ" แตกฉานในพระพุทธธรรมคำสอนอย่างลึกซึ้ง ได้ช่วยกันเรียบเรียงถ้อยความให้ดำรงไว้ซึ่งพระสัจจธรรมที่พระองค์ทรงค้นพบ กล่าวได้ว่าผู้ใดก็ตามหากได้อ่านพระไตรปิฎก โดยเฉพาะ "พระสูตร" แล้ว จะไม่เกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นไม่มี และหากได้อ่าน "พระอภิธรรม" แล้วจะไม่เกิดปัญญา ดวงตาเห็นธรรมเป็นไม่มี หลายท่านคงนึกสงสัยว่า แค่อ่านก็ถึงกับเกิดศรัทธา เกิดปัญญาเลยเชียวเหรอ ขอยืนยันว่า ใช่! แต่ต้องอ่านหลาย ๆ เที่ยว เมื่ออ่านพระไตรปิฎกจนแตกฉานลึกซึ้งแล้วจะไปอ่านหนึงสือธรรมะเล่มอื่น ๆ ก็ได้ เพื่อการศึกษาและเปิดธรรมทัศน์ของตนให้กว้างขวาง (สำหรับ พระวินัย เหมาะสำหรับพระภิกษุผู้ทรงเพศบรรพชิตเท่านั้น ปุถุชนคนธรรมดาแค่ กฎหมาย ก็ศึกษากันจนแทบไม่ไหวอยู่แล้วหรือแค่รักษาศีลห้าก็เพียงพอแล้ว) และต้องเข้าใจไว้อย่างหนึ่งว่า แม้พระธรรมคำสอนจะมีอยู่มากมาย แต่มีข้อสรุปอยู่ที่ "การดับทุกข์" เท่านั้น ฉะนั้น ไม่ว่าแต่ละคนจะรู้ธรรมะมากขนาดไหนก็ตาม แต่นั่นก็เป็นเพียง ปริมาณ ไม่ใช่คุณภาพ รวมถึงเรื่องฤทธิ์เดชปาฏิหาริย์ต่างๆด้วย ก็เป็นเพียง เปลือก มิใช่ แก่น แต่ประการใด แต่การศึกษาและปฏิบัติธรรมก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อมนุษย์ทุกคนอยู่นั่นเอง ไม่ว่าจะบวชหรือไม่บวช จะนับถือหรือไม่นับถือ เพราะธรรมะเท่านั้นที่ทำให้คนพ้นทุกข์และอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข และธรรมะที่แท้จริงหาใช่มีอยู่ในตำราไม่ แต่อยู่ที่ จิตใจ ของมนุษย์ทุกคน เรียกว่า คุณธรรมนั่นเอง
ผู้มีคุณธรรม แม้ไม่ได้เรียนธรรมะอ่านธรรมะมามากมาย แต่หากมีคุณธรรมในจิตใจแล้วก็ถือว่าเป็นผู้สูงส่งน่านับถือ อาทิ ผู้มีความกตัญญูกตเวทีหาได้ยากในโลกปัจจุบันนี้ หรือผู้ทำหน้าที่ของตนด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นต้น ผู้มีคุณธรรมอยู่ในหัวใจ ไม่ว่าจะเกิดในสถานที่ใด หรือมีฐานะอย่างไร ก็ไม่มีปัญหาอะไร ยังได้ชื่อว่าทรงคุณธรรม และน่านับถืออยู่นั่นเอง แต่ขึ้นชื่อว่ามนษย์แล้วจะไม่มีปัญหาเลยก็ไม่ได้ เพราะมนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับปัญหา ทั้งปัญหาที่แก้ได้และแก้ไม่ได้ ที่แก้ได้ก็เพราะวิบากกรรมได้เบาบางลงไปมาก แล้วหลังจากที่ชดใช้พอสมควร หรือได้ทำการแก้ไขอย่างถูกต้อง โดยได้รับการช่วยเหลือแนะนำจากท่านผู้รู้ในเรื่องนั้น ๆ เมือเราแก้ปัญหาของตัวเองไปได้บ้างแล้ว พอสามารถที่จะไปช่วยผู้อื่นได้จึงค่อยช่วย


ใช้อุเบกขาในการแก้ปัญหา
ดังที่พระพุทธองค์ทรงแก้ปัญหาของพระองค์เอง ในขณะที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ก่อน เมือทรงแก้สำเร็จ ได้บรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว จึงออกมาช่วยแก้ปัญหาของมวลมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย จริงอยู่ที่พระพุทธองค์ทรงสอนเราให้มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ แต่นั่นหมายถึงการที่เรามีความสามารถเพียงพอที่จะช่วยเขาได้ ถ้าเรายังมีความสามารถไม่เพียงพอต่อการช่วยผู้อื่นแล้วพระองค์ก็ทรงสอนต่อไปอีกว่า เราควรตั้งอยู่ในอุเบกขาธรรม เมื่อแนะไม่ได้ สอนไม่ได้ ก็ต้องปล่อยเขาไป เป็นเรื่องสุดวิสัยจริง ๆ หรือ มิฉะนั้นก็แนะนำให้เขาได้ไปขอความช่วยเหลือจากผู้ที่มีความสามารถท่านอื่นแทน แต่บางครั้งหากไปเจอคนหลอกลวง โดยอาศัยความเชื่อของคนที่ไม่ได้ทำการศึกษาธรรมะมาก่อนแล้ว ก็จะทำให้เสียเวลา เเละเกิดความผิดพลาดเข้าไปอีก
เพราะบางคนเขาไปนึกว่าพระพุทธศาสนาสามารถบันดาลโชคลาภให้เขาโดยง่าย หรือบนบานศาลกล่าวขอในสิ่งต่าง ๆ โดยที่ไม่ต้องลงมือขวนขวาย เป็นต้น นั่นเป็นความเข้าใจผิด การตรัสรู้ธรรมรวมถึงการบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายนั้นไม่ใช่จะได้มาโดยการอ้อนวอนขอร้องหรือการบนบานแต่ประการใดไม่ หากแต่ได้มาโดยการบำเพ็ญเพียรอย่างเอกอุ ด้วยการสร้างบารมีธรรมทั้ง 10 ประการ อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบต่างหาก อันได้แก่ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และอุเบกขา ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานและต่อเนื่องจนกลั่นตัวจากคำว่า "บุญ" เป็น"บารมี" หมายถึงการทำความดีทุกอย่างที่ยังไม่ได้ปรารถนาซึ่งพระนิพพานหรือความพ้นทุกข์นั้น เรียกว่า บุญ (lส่วนคำว่า กุศล หมายถึงความฉลาดในการทำบุญที่เรียกว่า บุญกุศล ถ้าฉลาดในการสร้างบารมีก็เรียกว่า กุศลบารมี ถ้าฉลาดในการวางแผนก็เรียกว่า กุศโลบาย = กุศล+อุบาย ถ้าทำโดยไม่ฉลาดก้เรียกว่า อกุศล เช่น ทำอะไรแล้วเดือดร้อนตนเองภายหลัง ก็จัดเป็นอกุศลทั้งสิ้น เรียกกันทั่วไปว่า บาปอกุศล)
หากบารมีใกล้ที่จะเต็มเปี่ยมแล้วก็เรียกว่า อุปบารมี หากบารมีเต็มเปี่ยมโดยสมบูรณ์ก็จะเรียกว่า ปรมัตถบารมี เป็นผลให้ผู้ที่สั่งสมบารมีนั้นสำเร็จในการตรัสรู้ธรรมอย่างยอดยิ่งเหนือกว่ามนุษย์และสรรพสัตว์ ประกอบด้วยความสามารถที่เหนือกว่ามนุษย์และเทวดาทั้งหลาย (ผู้มีกายละเอียดหรือกายทิพย์) ทรงคุณธรรมในระดับสูงสุด เป็นที่พึ่งแก่มวลมนุษย์และสรรพสัตว์ได้อย่างแท้จริง
และธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อทำใหคนสมหวังในทุกเรื่องหากแต่มีไว้เพื่อศึกษาเรียนรู้ในเรื่องความจริงของชีวิต ยอมรับในความจริงของชีวิตว่ามีทั้งความสมหวังและผิดหวัง ควรามสุขและความทุกข์ต่างหาก ศึกษาธรรมะเพื่อเข้าใจในธรรมชาติในสัจจธรรม และในกฎแห่งกรรมต่างหาก ไม่เช่นนั้นแล้วจะมีนิพพานไว้ทำไม หากโลกนี้มีแต่ความสุข ความสมหวัง เราก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติธรรม ไม่จำเป็นต้องสร้างบารมีเพื่อปรารถนามรรคผลนิพพานกันดอก แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น จึงต้องมีพระพุทธเจ้าพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลกเพื่อมาสั่งสอนเราให้ถึงความหลุดพ้นอย่างแท้จริง
นอกจากนั้น ในพระสูตรยังได้อธิบายถึงการบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวกด้วยว่า ฟันฝ่าอุปสรรคขนาดไหน คือไม่ใช่จะสำเร็จได้โดยง่ายเลย ความจริงเรื่องราวในพระสูตร นั้นก็ลึกซึ้งมากเกินกว่าที่สติปัญญาของมนุษย์จะตามถึงอยู่แล้ว คนทั่วไปจึงไม่ค่อยสนใจจะอ่านกัน เพราะคิดว่าทำไม่ได้ไปไม่ถึงขั้นนั้นแน่นอน จะไปอ่านมันทำไม เลยละทิ้งไม่สนใจของดีที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้ให้ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ แถมยังมีบางคนที่ไม่รู้ หรือรู้ไม่จริง กล่าวหาเรื่องราวในพระสูตรว่าเป้นเพียงนิทานหลอกเด็กไปเสียอีกเท่ากับกล่าวหาพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระสัพพัญญู และพระอรหันต์ผู้เรียบเรียงพระไตรปิฎกว่าแต่งนิยายไว้หลอกผู้คนไปเลย เข้าใจอะไรผิดเสียแล้วกระมัง ? เสียดายนักที่มีตาแต่ไร้แวว (หมายถึงฉลาดแต่ไม่เฉลียว) คิดไปเองว่า จักรวาลนี้คงจะคับแคบเหมือนกับสมองและจิตใจของตนเองนั่นแล


มงคลที่แท้จริง
โลกของวัตุแม้จะมีวิวัฒนาการถึงขนาดไหนก็ตาม แต่รากฐานโดยธรรมชาติ