สงบ...เงียบ

posted on 30 Jan 2009 20:43 by ornnami

รู้จักพอ..ก่อสุข ทุกสถานค่ะ..

"ผู้ที่รู้จักพอ แม้จะยากจนข้นแค้นก็ยังมีความสุข
ผู้ที่ไม่รู้จักพอแม้จะร่ำรวยมียศถาบรรดาศักดิ์ก็ยังมีความทุกข์"

มีคำของอี้หมิงที่กล่าวเอาไว้ว่า

"สำหรับผู้ที่รู้จักพอ แม้จะยากจนข้นแค้นก็ยังมีความสุข
ผู้ที่ไม่รู้จักพอแม้จะร่ำรวยมียศถาบรรดาศักดิ์ก็ยังมีความทุกข์"

หากต้องการมีความสุข จะต้องมีความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเป็นและมีอยู่
สามารถชื่นชมกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันได้
โดยไม่คิดน้อยใจหรือคิดว่าตนเองต่ำต้อยด้อยค่า

ผู้ที่จะมีความสุขได้นั้นคือผู้ที่พอใจในสิ่งที่ตนเองมี
ขอเพียงแต่มีความพยายามในการทำให้ประสบความสำเร็จก็เพียงพอ

ไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนกับสิ่งที่ไม่สามารถจะหามาได้
และทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด

ไม่หวังผลเลอเลิศจนเกินความสามารถของตนเอง
รู้จักกำหนดขอบเขตของความปรารถนา

สิ่งใดที่ควรได้ควรมี ก็จงพยายามทำให้สำเร็จ
สิ่งใดเกินกำลัง ก็จงยอมรับว่าแม้ยังไม่สามารถไขว่คว้ามาได้
ก็จะหาหนทางในคราวต่อไปเมื่อโอกาสมาถึงพร้อม

และที่สำคัญก็คือ

อย่าหาทุกข์ใส่ตัว ใช้ชีวิตอย่างราบเรียบสมถะ
มีความขยันอดทน และไม่อายทำกิน
อย่าก่อหนี้ก่อสินเพิ่มขึ้นดั่งพุทธภาษิตสอนใจให้คิดว่า

"เข้านอนโดยไม่มีอาหารค่ำ ดีกว่าตื่นขึ้นมาพร้อมกับมีหนี้สิน"

เพราะการมีหนี้สินมากเกินไป
อาจสร้างปัญหาในระยะยาว
จนไม่อาจจะลืมตาอ้าปากได้ในโอกาสต่อไป



ตนจะสุขตนจะทุกข์อยู่ที่ตน สิ่งอื่นสนส่งใจออกหมอกมายา วันนี้สุขวันหน้าทุกข์วนเวียนมา สุขอุราในวันนี้อย่าหลงไป


อย่าใส่ใจกับเสียงล้อเลียน...

เขาพูดอะไรให้ยิ้มไว้ก่อน และเลิกใส่ใจในคำพูดนั้น
ถ้าสุดวิสัย เอ่ยถ้อยคำขันๆให้สถานการณ์คลี่คลาย

เมื่อเราเริ่มต้นแสวงหา
และเข้าสู่การเติบโตจากภายในจิตใจของเราอย่างแท้จริงนั้น
การมองโลกและชีวิตรวมทั้งการใช้เวลาจะเปลี่ยนไป

คุณอาจถูกครอบครัวกับเพื่อนที่ไม่ได้เดินในแนวทางเดียวกันล้อเลียน
ทั้งที่ไม่มีเจตนาทำร้าย

ดังนั้น เขาพูดอะไรให้ยิ้มไว้ก่อน และเลิกใส่ใจในคำพูดนั้น

อย่าปล่อยให้เป็นเรื่องใหญ่โต
คุณย่อมรู้ดีว่าชีวิตและจิตใจมีอะไรกำลังเปลี่ยนแปลง
และถึงแม้จะไม่เข้าใจความลี้ลับแห่งจักรวาลอย่างถ่องแท้

แต่อย่ายอมให้คนอื่นที่ไม่เข้าใจมารบกวน
สิ่งเดียวที่คุณควรทุ่มเทให้คือ ความงอกงามภายในตน

หากต้องอยู่ในสถานการณ์ที่มีคนพูดจาทิ่มแทง
มีวิธีการหลายร้อยพันให้เลือกใช้ เป็นไปได้ควรหลีกพ้นเสีย

เพื่อนสนิทฉันเคยคบหากับสามีภรรยาคู่หนึ่ง
ซึ่งฝ่ายสามีติดนิสัยชอบล้อเลียน
คนที่เขาคิดว่าใช้ชีวิตแตกต่างจากคนธรรมดา

แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าวาจากระเซ้าเย้าแหย่ของเขาไม่มีพิษภัย
แต่ความใจแคบของเขาทำให้เพื่อนฉันอึดอัด
จนต้องเลิกคบกันในที่สุด

ถ้าสุดวิสัย จงใช้อารมณ์ขันให้เป็นประโยชน์
เอ่ยถ้อยคำขันๆให้สถานการณ์คลี่คลาย
อาจเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสียบ้าง
หรือไม่ก็ฟังเฉยๆและลองนั่งนึกดูว่า
คนพูดจาแบบนี้จะเป็นบทเรียนอะไรแก่คุณบ้าง

เหนือสิ่งอื่นใด ให้สำรวมใจไม่แสดงออก
พึงระลึกเสมอว่า
เมื่อก่อนคุณก็เคยมีนิสัยแบบนั้นมาแล้วเหมือนกัน



ตนจะสุขตนจะทุกข์อยู่ที่ตน สิ่งอื่นสนส่งใจออกหมอกมายา วันนี้สุขวันหน้าทุกข์วนเวียนมา สุขอุราในวันนี้อย่าหลงไป


ความเครียดกำลังบอกอะไรกับเรา

ถ้าเราหัดฟังสัญญาณจากความเครียดบ้าง เราจะรู้ทันทีว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องพักผ่อน
หรือปล่อยวางความคิดลงเสียบ้าง...

ทมยันตีเคยเล่าว่านวนิยายเบาสมองของเธอที่ใช้นามปากกาว่า "โรสลาเลน" นั้น
ล้วนเขียนในยามที่กำลังเครียดทั้งนั้น

มุขตลกของชาร์ลี แชปลิน
ซึ่งนำความครื้นเครงมาสู่ชาวโลกนั้นส่วนใหญ่ก็ขุดมาจากเบื้องหลังอันทุกข์ระทม

ดาวตลกจำนวนไม่น้อยก็มีชีวิตไม่ต่างจากเขา
เพราะฉะนั้นความเครียดจึงมิใช่สิ่งกดดันบั่นทอนชีวิตแต่ถ่ายเดียว
หากแต่เป็นปัจจัยแห่งการสร้างสรรค์ด้วย

จริงอยู่ความเครียดทำให้ชีวิตเป็นทุกข์
แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นแรงผลักดันให้ชีวิตจิตใจดิ้นรนขวนขวายหาสิ่งอื่นที่ดีกว่า
อันได้แก่ความโปร่งเบา สบาย ราบรื่นและสมดุล

ในยามเครียด จิตจะว่องไวเป็นพิเศษในการฉกฉวยอะไรก็ได้
เพื่อมาบรรเทาความเครียด หรือบางทีก็ "หลุด" ออกไปจากเรื่องจำเจได้ง่าย

ของบางอย่างในยามที่เราปกติ ก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดา
แต่เวลาเครียดแล้วจะเห็นเป็นเรื่องตลกหรือไร้สาระไปเลย (ภาษาสมัยใหม่เรียกว่า "เซอร์")

ถ้าเราไม่หมกมุ่นหรือวิตกกังวลกับความเครียดมากเกินไปนัก
ลองมองออกไปนอกตัว เพียงแต่เปลี่ยนมุมมองนิดเดียว
ก็มีเรื่องให้หัวเราะได้มากมาย
บางทีก็คิดเรื่องตลกออกมาได้อย่างน่าแปลกใจ

แต่ถ้าท่านเป็นคนชอบเรื่องจริงจัง ไม่นิยมมุขตลก
ก็ลองมองประโยชน์ของความเครียดในอีกแง่หนึ่งก็ได้

นั่นคือการเป็นสัญญาณเตือนตน
ว่ากำลังมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับเรา

เวลาเจริญสติทำสมาธิภาวนาหากมีความเครียดเกิดขึ้น
นั่นแสดงว่าเรากำลังทำผิดวิธี
อาจจะเพ่งมากไปหรือกดห้ามความคิดเอาไว้ก็ได้

เมื่อรู้เช่นนี้เราก็ควรหย่อนลงมาอีกนิด ทำใจให้เป็นกลางๆ มากขึ้น
ต่อเมื่อความเครียดหายไปนั่นก็หมายความว่าจิตของเราได้สมดุลแล้ว
สามารถ "เดินหน้า" ต่อไปได้

มิใช่จำเพาะแต่การภาวนาเท่านั้น
แม้ในชีวิตประจำวัน
ความเครียดก็เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดีสำหรับเราทุกคน

มันอาจกำลังบอกเราว่าเรานอนน้อยเกินไป เราทำงานมากเกินไป
หรือไม่ก็เตือนว่าเรากำลังคิดมากเกินไปแล้ว

ถ้าเราหัดฟังสัญญาณจากความเครียดบ้าง เราจะรู้ทันทีว่า
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องพักผ่อน หรือปล่อยวางความคิดลงเสียบ้าง

ความเครียดเตือนเราให้คืนสู่ดุลยภาพ

ถ้าเรากินมากไป ความอึดอัดจะเตือนให้เราหยุด
ถ้าไม่หยุด ผลร้ายจะเกิดขึ้นตามมา

ในทำนองเดียวกัน ถ้าเราหาเรื่องมาใส่สมองจนแน่นไปหมด
มิตรที่จะเตือนเราให้รู้จักเพลาเสียบ้างก็คือความเครียดนี้เอง

ความเครียดเป็นเสมือนเสียงตะโกนโหวกเหวก
แม้จะรบกวนโสตประสาทไปบ้าง
แต่ก็จำเป็นสำหรับคนขับรถที่กำลังหลับใน
หรือเพลิดเพลินกับการพูดคุยจนไม่รู้ว่ากำลังวิ่งออกนอกเลน

ถ้าเราสดับตรับฟัง "เสียง" ของความเครียดเสียบ้าง
ชีวิตจิตใจก็จะน้อมสู่ทางสายกลางได้มากขึ้น

เป็นเพราะเราเห็นความเครียดเป็นศัตรู
จึงมัวแต่วิตกกังวลกับมันเลยไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำ

มิหนำซ้ำบางทีก็หาทางสยบมันด้วยยาสารพัดชนิด
โดยยังใช้ชีวิตและปล่อยจิตใจให้เสียศูนย์ไปตามเดิม

ผลก็คือโรคภัยไข้เจ็บต่างถามหา
โดยเฉพาะโรคหัวใจ โรคกระเพาะ หรืออาจรวมถึงโรคมะเร็ง

ไม่ต้องพูดถึงโรคประสาทซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ของคนสมัยนี้ไปแล้ว



ตนจะสุขตนจะทุกข์อยู่ที่ตน สิ่งอื่นสนส่งใจออกหมอกมายา วันนี้สุขวันหน้าทุกข์วนเวียนมา สุขอุราในวันนี้อย่าหลงไป


แปรเปลี่ยนพลังแห่งความทุกข์ให้เป็นชีวิตที่เบิกบานและงดงาม

หลาย ต่อหลายขณะ เรารู้สึกรังเกียจอารมณ์ความรู้สึกด้านร้ายของเรา
หลายครั้งเราได้แต่นั่งสำนึกเสียใจในการกระทำของเรา แต่ผ่านไปสักช่วงหนึ่ง
เราก็แสดงอย่างนั้นอีก เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และดูเหมือนว่ามันจะมีพลังเข้มข้น
และเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เราจะผลักไสอารมณ์ด้านร้ายของเราออกไป
ทำดังกลับว่ามันเป็นศัตรูตัวฉกาจ จริงๆ
แล้วเราจะสามารถผลักไสอารมณ์ด้านร้ายดังที่ว่ามาได้จริงหรือ
กระทำเยี่ยงนี้แล้วมันจะให้ผลดีขึ้นจริงหรือ

ในเมื่ออารมณ์ความรู้สึกเกลียดชังมันเป็นส่วนหนึ่งของเรา
เป็นส่วนหนึ่งเช่นเดียวกับความเมตตากรุณา และความเบิกบานอันเป็นด้านดีของจิตใจเรา
ในทางพุทธศาสนานั้นอธิบายว่า
ความทุกข์ทางจิตใจของมนุษย์เกิดจากรากเหง้าแห่งความไม่รู้จริง
ในสัจภาวะของสรรพสิ่งทั้งปวงว่า มันไม่ได้ดำรงตนอยู่อย่างโดดๆ
หากแต่ประกอบกันขึ้นเป็นสิ่งนั้นเป็นสิ่งนี้ตามเหตุปัจจัย
เป็นไปตามความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เป็นอยู่ในสภาพที่ไม่มีตัวตนแท้ถาวร
แต่เพราะเรารับรู้อย่างผิดพลาดอยู่เกือบตลอดเวลา
จนทำให้ยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีตัวตนแท้ดำรงอยู่อย่างอิสระ

มองว่าตัวเราเองเป็นอิสระเอกเทศจากสิ่งอื่นคนอื่น
แยกตัวเราออกจากสิ่งอื่นรอบตัวอย่างเด็ดขาด
มองไม่เห็นว่าตัวเรานั้นสัมพันธ์เชื่อมโยงอย่างไรกับสิ่งอื่นคนอื่น
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เราหลงยึดว่ามีตัวเราและ