ผลแห่งความเมตตากรุณา
โดย ท.เลียงพิบูลย์

จากหนังสือกฎแห่งกรรม
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เล่ม ๒



วันหนึ่งข้าพเจ้าได้จดหมายมีข้อความบันทึกส่งมาจากจังหวัดธนบุรี ผู้บันทึกได้เล่าถึงพระภิกษุรูปหนึ่งได้ประสบการณ์โดยบังเอิญ เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านและพิจารณาแล้วก็คิดว่าเหตุบังเอิญใน

ทางพุทธศาสนาคงไม่มี เพราะทุกอย่างย่อมเกิดขึ้นจากผลแห่งกรรมดีหรือกรรมชั่ว

คงจะเข้าในบท เรื่องของกรรมเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อมีผู้ส่งบันทึกมาปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์

ก็เป็นที่น่าเสียดายและเป็นเรื่องที่น่าคิด การที่มีจิตใจสงสาร

ได้แผ่เมตตาแก่สัตว์เล็ก ๆ เกือบไม่มีความหมายมองเห็นแล้วว่าไม่สำคัญ

ไม่นึกว่าผลจะตอบแทนได้อย่างไร แต่บางครั้งก็เกิดผลมากมายเกินความรู้สึก ดังเรื่องหนึ่งในข้อความบันทึกว่า

พระภิกษุรูปหนึ่ง ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดดุสิตาราม (เสาประโคน)

บางยี่ขัน ธนบุรี รับนิมนต์ไปสวดมนต์ฉันเช้าที่บ้านคหบดีผู้หนึ่ง

อยู่ในจังหวัดนครราชสีมา ได้กำหนดเวลาเดินทางโดยรถขนส่งสายเหนือ ในบ่ายก่อนจะถึงวันงานวันหนึ่ง เพื่อให้ทันสวดมนต์เช้า

โดยไปค้างคืนที่นครราชสีมา (วันเดือนปีผู้บันทึกไม่ได้บอกมา)

บ่ายวันนั้นท่านได้โดยสารรถแท็กซี่ให้ไปส่งที่สถานีขนส่งสายเหนือ

เพื่อต่อรถโดยสารเดินทางไปนครราชสีมา

ระหว่างที่รถแท็กซี่ออกจากวัดมาได้ไม่นาน ท่านก็มองไปเห็น

ที่กลางถนนข้างหน้ามี ปูนาตัวขนาดใหญ่

กำลังยืนจังก้าชูก้ามอยู่กลางถนน ท่านตาไวเห็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ ครึ่งน้ำครึ่งบกทำเช่นนั้นก็เอ็นดูเกิดความสงสารกลัวจะถูกรถผ่านไปมาจะทับตาย จึงขอร้องให้คนขับรถหยุดรถข้างถนน แล้วท่านก็ลงไปต้อนให้ปูตัวนั้นลงน้ำในคูข้างทางเพื่อให้พ้นจากภยันอันตราย แต่ปูตัวนั้นทำท่าไม่ยอมให้ต้อนลงข้างทางง่าย ๆ อย่างท่านคิด ท่านพยายามต้อนไปทางซ้ายมันก็วิ่งชูก้ามหนีไปทางขวา ถ้าต้อนไป

ทางขวามันก็หนีมาทางซ้าย เหมือนเล่นเอาเถิดระหว่างพระกับปูนา กว่าจะต้อนมันลงน้ำข้างถนนได้ก็เล่นเอาท่านเหนื่อยและเสียเวลาหลายนาที ภิกษุรูปนั้นเมื่อเห็นว่าปูลงน้ำอยู่ในคูเรียบร้อยเป็นที่ปลอดภัยแล้ว

ท่านก็กลับขึ้นรถแท็กซี่เดินทางต่อไป

เมื่อไปถึงสถานีขนส่งสายเหนือท่านจึงไปถามพนักงานว่ารถ

จะไปนครราชสีมาจะออกเมื่อไหร่ ? พนักงานที่สถานีขนส่งได้บอกว่า รถเดินทางไปนครราชสีมาเที่ยวสุดท้ายสำหรับวันนี้เพิ่งจะออกจากสถานีไปครู่นี้เอง ยังจะมองเห็นไว ๆ ท่านทราบเช่นนั้นก็อ่อนใจ กลัวจะผิดนัดไปไม่ทันงานแต่แล้วก็ถามพนักงานว่า จะมีรถอะไรไปอีกไหม อาตมาจะต้องไปสวดมนต์ฉันเช้าวันพรุ่งนี้ให้ทัน ไม่เช่นนั้นก็เกิดความเสียหายแก่อาตมาเพราะรับนิมนต์แล้วไม่ไป

พนักงานบอกว่า ถ้าท่านจะไปจริง ๆ จำเป็นก็ต้องไปรถอุดร - หนองคาย แต่รถสายนี้เพียงแต่ผ่านถนนรอบนอกไม่แวะเข้าไปในตัวเมืองต้องต่อรถอีกทอดหนึ่ง เมื่อไม่มีทางเลือกดีกว่านี้ ท่านก็จำเป็นตกลงโดยสารรถผ่านไปลงปากทางที่จะเข้าเมืองนครราชสีมา ต่อมาไม่นานรถที่ท่านโดยสารก็ออกเดินทางจากสถานีขนส่งสายเหนือ มุ่งตรงไปภาคอีสาน

เมื่อรถวิ่งมาไม่นานนัก ก็มองเห็นข้างหน้ามีผู้คนมุงดูและชุลมุน เมื่อรถวิ่งเข้าไปใกล้ก็มองเห็นรถโดยสารคันหนึ่งคว่ำอยู่ข้างทาง เมื่อเห็นสภาพของรถแล้วก็นึกว่าคงจะมีผู้บาดเจ็บล้มตายกันบ้างเห็นมีคนกำลังยกร่างคนบาดเจ็บถ่ายรถไปโรงพยาบาาลที่อยู่ใกล้ที่สุด ส่วนคนบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยืนอธิบายถึงวินาทีที่ใจหายใจคว่ำให้ผู้ที่ยืนมุงฟังด้วยความรู้สึกตื่นเต้นในชีวิต เมื่อรอดตายได้เหมือนเกิดใหม่

ส่วนคนขับรถคะนองมือก็ถือโอกาสที่คนกำลังชุลมุนช่วยเหลือคนที่บาดเจ็บ รีบตะเกียกตะกายออกจากรถหลบหนีไป ส่วนผู้เสียชีวิตก็ลำเลียงไว้ริมถนน หาผ้าและเสื่อมาปิดร่างที่เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ กันความอุจาดตากว่าจะลำเลียงไปฝากไว้ที่วัด ตำรวจทางหลวงต้องเสียเวลาทำงานหนักกว่าจะเสร็จ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บแข้งขาหัก ก็ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ชายและหญิง

ทำให้ผู้ที่มีจิตใจเป็นปกติ ไม่ใช่พวกนักฉวยโอกาสคอยฉกชิงทรัพย์สินในยามทุกข์ยามยากของผู้อื่น เมื่อได้พบเห็นก็พลอยสงสารเศร้าสลดใจไปด้วย เมื่อนึกถึงญาติพี่น้องลูกหลานพ่อแม่ สามีหรือภรรยา ที่อยู่ทางบ้านของผู้โดยสารทุกคน ไม่มีใครรู้ว่าญาติพี่น้องของตนได้รับอุบัติเหตุ เมื่อรู้ก็คงจะตกใจเสียใจเพียงไร ซึ่งบางคนเมื่อได้ทราบว่าญาติของตนต้องมาเสียชีวิตลงสด ๆ ร้อน ๆ ในระหว่างเดินทางเพราะเกิดอุบัติเหตุ ทุกคนต้องใจหาย ต้องร้องไห้เสียน้ำตา เสียกำลังใจ ไม่โดนกับผู้ใดก็ไม่รู้ว่าทุกข์เพียงใด เพราะเหตุเกิดขึ้นอย่างไม่นึกไม่ฝันมาก่อน เพราะทุกคนไม่ว่าเด็กผู้ใหญ่ ต่างก็เป็นที่รักของญาติพี่น้องพ่อแม่ด้วยกันทุกคน เพียงแต่มากน้อยเท่านั้น

เมื่อภิกษุรูปนั้นได้เห็นสภาพของผู้ป่วยแล้ว ก็ต้องหวนมานึกถึงปูตัวนั้น แล้วก็ทำให้รู้สึกว่า ผลของความเมตตานี้ทำให้ท่านรอดพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ เพราะปรากฎว่ารถโดยสารคันนั้นที่ภิกษุมาไม่ทัน ท่านมัวแต่ต้อนปูลงน้ำ รถจึงออกมาก่อนเป็นคันเดียวกัน


บันทึกนี้ ข้าพเจ้าได้รับจากคุณวิเชียร ๑๙๖ บ้านช่างหล่อ จังหวัดธนบุรี และคิดว่าเป็นผลบังเอิญทางพระว่า กรรมดีเกิดขึ้นจากการแผ่เมตตาธรรม จึงได้เกิดแคล้วคลาดดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นเป็นเรื่องน่าคิด

ข้าพเจ้าได้รับเหตุการณ์บังเอิญเช่นนี้มาจากหลายทางก็ได้พิจารณาดูแล้วเห็นได้ว่า เหตุบังเอิญทำให้รอดพ้นภัยอันตรายมาได้ ส่วนมากเกิดขึ้นแก่ท่านที่มีจิตเมตตากรุณา เกิดบุญกุศลได้ช่วยให้พ้นจากอันตรายไว้

บันทึกอีกฉบับหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้พิจารณาดูแล้วเห็นว่า ควรแก่การเข้าในชุด "กฎแห่งกรรม" ได้เช่นกัน ในข้อความบันทึกเล่าว่า เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบลงใหม่ ๆ เป็นเวลาที่ประเทศไทยขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภค ยิ่ง ของที่ทำจากต่างประเทศก็ยิ่งหายาก การคมนาคมไม่สะดวกเพราะรถไฟได้รับความเสียหายถูกทำลายในเวลาสงคราม สะพานรถไฟที่ชุมทางบ้านดาราถูกระเบิดเสียหายยับเยิน ยังไม่สามารถจะซ่อมแซมให้เป็นที่เรียบร้อยปกติได้ เพียงใช้ชั่วคราว เพราะยังขาดวัตถุดิบ เวลานั้นผมมีอายุเพียง ๑๗ ปี ความรู้เพียง ม.๖ และยังไม่มีงานอาชีพเป็นล่ำเป็นสัน

แม่เห็นว่าผมอยู่บ้านไม่ได้ทำอะไรอยู่ว่าง ๆ ก็อยากจะให้ผมรู้จักหัดการค้าขายทำมาหากินเป็นอาชีพบ้าง จึงออกเงินทุนให้ผมจำนวนหนึ่งเพื่อทำการค้า แนะให้ผมซื้อพวกปลาเค็มปลาย่าง นำขึ้นรถไฟไปขายทางภาคเหนือ แล้วให้ซื้อของภาคเหนือมาขายบ้านเรา มีหอมกระเทียม เป็นต้น ให้สืบดูราคาบ้านเราขายอย่างไรแล้วหักคิดดู หากมีอะไรพอจะหากำไรได้มากก็ให้ฉวยโอกาสซื้อมา ทางภาคเหนือก็เหมือนกัน หากมีอะไรขาดแคลนราคาสูงก็ให้จดจำไว้ แล้วมาสืบราคาดู เห็นมีกำไรก็ซื้อไปขายเพื่อหากำไรต่อไปทั้งขึ้นทั้งล่อง ไม่ต้องเสียเวลา

นับแต่ผมเริ่มขึ้นล่องทางภาคเหนือ ทำการค้าแบบขายไปซื้อมาอย่างแม่สอน รู้สึกว่ามีกำไรงามพอคุ้มค่าเหนื่อยและเสียเวลา ทั้งเกิดความสนุกด้วย แต่รถไฟเดินเพียงวันละ ๒ เที่ยวขึ้นล่องเท่านั้น เพราะขาดแคลนหัวรถจักร และรถตู้มีไม่พอ ฉะนั้นคนจึงแออัดเบียดกันไม่มีที่นั่งและที่ยืนเพราะคนโดยสารแน่น ส่วนสินค้าของผมก็อยู่ในตู้ ต.ญ. ข้างล่าง ผมกับเพื่อนก็นั่งบนหลังคาคอยระวังของไปพร้อมด้วย เพราะพวกตีนแมวมันคอยถีบของตกรถไฟเสมอ คนชั่วคอยหากินทางทุจริตมีมาก ไม่รู้ว่าใครเป็นใครมีทั้งคนดีและคนชั่วปะปนกันไปทุกเที่ยวรถ

ในเที่ยวนั้นผมไปกับเพื่อนชื่อ นพ เราได้นำสินค้าไปขายภาคเหนือ รู้สึกขายดีไม่มีสินค้าเหลือ ไม่พอขาย ผมจึงได้จัดหาสินค้าพื้นเมืองมาขายภาคเราเท่าที่เห็นว่าทำกำไรได้มาก เงินยังเหลือซื้อของไม่หมด ยังติดตัวมาอีกหลายพัน เช้าวันนั้นผมกับเพื่อนนั่งกินข้าวอยู่บนหลังคารถไฟ หลังจากเราพักที่สถานีพิษณุโลก ซึ่งรถไฟยังไม่ออก ขณะที่เรากำลังกินข้าวอยู่นั้น ผมก็มองเห็นชายผู้หนึ่งอายุประมาณ ๔๐ กว่า แต่งกายเป็นชาวนากำลังนั่งกินข้าวบนหลังคารถเช่นเดียวกัน เห็นแกกินข้าวคลุกน้ำพริกแดงก็รู้สึกสงสาร เรามีปลาย่างอยู่ ๒ ไม้ เราสองคนกินไม้เดียวก็พอ เหลืออีกไม้หนึ่งผมก็เอาไปให้ชายผู้นั้นและบอกว่า "คุณลุงครับ ลองทานปลาย่างของผมซิครับ อร่อยมาก ขายหมดผมขยักไว้สำหรับกินเพียง ๒ ไม้เท่านั้น"

ครั้งแรกคุณลุงผู้นั้นไม่ยอมรับ เพียงแต่กล่าวคำขอบใจเท่านั้น ผมต้องอ้อนวอนว่า "กรุณารับไว้กินเถิดครับ ถ้าไม่รับผมก็ไม่สบายใจ ผมเป็นคนเคารพผู้ใหญ่ตามที่พ่อแม่เคยสอนให้รู้จักผู้ใหญ่ ผมให้ความเคารพนบนอบอ่อนน้อมฐานะเป็นผู้ใหญ่ มิได้ดูถูกว่าเป็นชาวนาคนจน ๆ กินข้าวกับน้ำพริกแดง"

เมื่อพ่อลุงเห็นผมตั้งใจให้ด้วยความสุจริต ก็รับไว้ เรากินข้าวและสนทนากัน ผมรู้สึกว่าพ่อลุงคนนี้มิใช่ชาวนาธรรมดา เป็นผู้มีความรู้สูง เมื่อซักถามผมว่าไปไหนมา ผมก็เล่าถึงแม่ผมให้หัดค้าขาย ออกทุนให้ผมไปซื้อปลาย่างปลาเค็มขึ้นรถไฟไปขายภาคเหนือ แล้วก็ซื้อพวกหัวหอมหัวกระเทียมลงมาขายภาคเรา พอจะมีกำไรคุ้มกับค่าเหนื่อย พ่อลุงได้ฟังก็หัวเราะหึ ๆ ด้วยอารมณ์ดี และซักถามถึงการศึกษา และที่อยู่ของพ่อแม่ผม และอาชีพทางบ้าน ผมก็เล่าความจริง พ่อลุงพยักหน้ารับฟังด้วยความสนใจแล้วก็พูดขึ้นว่า

"ยินดีมากที่เธอหากินในทางสุจริต หัดค้าขายแต่อายุยังไม่มาก ต่อไปก็คงชำนาญขึ้น คงเจริญรุ่งเรืองในวันข้างหน้า น้อยนักคนไทยเราที่อายุเท่านี้จะรู้จักออกหากินทางค้าขายส่วนตัว ทั้งใจดีมีเมตตาด้วย"

แล้วพ่อลุงก็ให้ศีลให้พร ผมก็ยกมือขึ้นพนมไหว้รับศีลรับพรจากพ่อลุงด้วยความเคารพนับถือ สักครู่หนึ่งก็มีเรื่องเอะอะเกรียวกราวกันอยู่ข้างล่าง พ่อลุงหันไปทางเสียงอย่างสนใจ แต่ผมไม่สนใจอะไรมากนักเพราะไม่ใช่เรื่องอะไรของเรา แต่ทันใดนั้นมีชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับผมวิ่งขึ้นมาบนหลังคารถมาถึงที่ผมนั่งอยู่ ยังไม่รู้เรื่องอะไรกันชายหนุ่มทำหน้าตาเลิกลั่กทำท่าจะวิ่งต่อไป แต่ถอดรองเท้าที่ใส่อยู่ทิ้งลงตรงหน้าผม คล้ายทำท่าจะให้ผม เมื่อหันมาเห็นตำรวจแต่งเครื่องแบบจ่านายสิบกับพลตำรวจปีนขึ้นมาตามจับ แกก็เลยวิ่งโหนกลางตอนหลังคาต่อกันโดดหนีลงจากรถไฟไป และปรากฎว่าพอลงไปถูกตำรวจรวบตัวไว้ได้ เพราะตำรวจได้ล้อมรถไฟไว้แล้ว ตำรวจช่วยกันค้นในตัวหาของกลางในตัวคนร้าย ไม่รู้ว่าคนร้ายเอาไปโยนทิ้งไว้ที่ไหน แต่แล้วจ่านายสิบกับพลตำรวจอีกผู้หนึ่งโดดขึ้นมาบนหลังคามองมาที่ผมนั่งอยู่กับเพื่อน ทำให้ผมใจไม่ดี ตำรวจทั้งสองนายไม่ได้พูดจาอะไรตรงมาก็รวบจับตัวผมกับเพื่อนไว้

เมื่อเราถูกตำรวจจับไม่ทันรู้ตัว ก็ตกใจแทบสิ้นสติ เพราะเกิดมาแต่ท้องพ่อท้องแม่ ยังไม่เคยทำอะไรผิดถึงกับถูกจับกุมเช่นนี้ ผมคิดว่าเขาสงสัยว่าผมคงเป็นพวกเดียวกับคนร้ายล้วงกระเป๋า ผมกับเพื่อนกำลังจะถูกจับเป็นผู้ต้องหา ผมเองกลัวจนตัวสั่น ขวัญเสียหมดนึกอะไรไม่ออก ได้แต่ถามเสียงปากคอสั่นเหมือนกำลังจะเป็นไข้จับว่า จับผมทำไม ผมทำอะไรผิด ตำรวจไม่พูดอะไรกับผมเลย ทำให้ผมเสียกำลังใจ นึกถึงเงินที่พกอยู่ในตัวหลายพันที่เหลือจากซื้อของมาขาย ผมกลัวว่าตำรวจจะเข้าใจผิดว่าเป็นเงินที่ได้มาทางทุจริต ผมไม่รู้จะแก้ไขให้หลุดพ้นความผิดได้อย่างไร

ผมนึกแช่งด่าไอ้คนร้ายที่มันมาหยุดที่ตรงหน้าผม ทำท่าคล้ายจะมอบอะไรให้ และถอดรองเท้าไว้ตรงหน้าผมแล้วก็วิ่งหนีไป เลยทำให้คนเกิดสงสัยว่าผมเป็นพวกเดียวกับคนร้าย ทั้งรูปร่างเสื้อผ้าที่ผมสวมใส่ก็มีชุดเดียวไม่มีเปลี่ยน เพราะต้องปีนป่ายขึ้นลงบนหลังคารถไฟ มันจะขาดความสะอาดเรียบร้อยไปมา ทำให้สภาพใกล้กับผู้ร้ายเข้าไป ผมไม่รู้จะแก้ไขตัวเองให้พ้นข้อหาได้อย่างไร จนปัญญา ผมทนไม่ไหวกำลังจะก้มหน้าร้องไห้ เพราะหมดความอดทน แค้นใจชะตากรรมของตัวเอง เพราะหมดปัญญา ก็ได้ยินเสียงพ่อลุงร้องบอกไปอย่างไม่พอใจว่า "หยุดก่อน เอาข้อหาอะไรมาอ้างจับเด็กสองคนนี้ เด็กสองคนนี่เขาไม่ได้ทำอะไรผิดอย่าจับสุ่มสี่สุ่มห้า ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเดือดร้อน จะทำอะไรให้พิจารณาดูให้รอบคอบถี่ถ้วนเสียก่อน ทำอย่างนี้ก็เสียชื่อตำรวจหมด"

จ่านายสิบผู้นั้นชะงักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมองดูพ่อลุงแต่งตัวเป็นชาวนาผู้นั้นอย่างไม่พอใจ และก็ไม่นึกว่าชาวนาผู้นี้จะพูดจาโอหังอ้างเหตุผลเช่นนี้ จ่านายสิบผู้นั้นพูดอย่างอารมณ์เริ่มจะเสีย นี่ไม่ใช่ธุระ อย่างยุ่ง พูดแล้วจ่านายสิบก็ล้วงเอากุญแจมือออกมาทำท่าจะใส่ข้อมือ ทำให้ผมตกใจจนขวัญบิน คิดว่าตายอย่างไรผมไม่ยอมใส่กุญแจมือ ผมกลัวกุญแจมือตำรวจแทบจะเป็นบ้า คิดว่คนไม่มีความผิดยังถูกใส่กุญแจมือต้องซวยแน่ ถ้าผมถูกจับใส่กุญแจมือไปพบคนรู้จักผมคงขายหน้าเขาแย่ ผมนึกถึงพ่อแม่พี่น้องทุกคน เพราะทุกคนไม่รู้ว่าผมกำลังจะถูกจับใส่กุญแจมือทั้งที่ผมไม่มีความผิด ผมมองดูหน้าเพื่อนขาวซีดไม่มีสีเลือดคงกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ ผมคิดว่าสภาพของผมก็ไม่ผิดกับเพื่อนไม่มีใครรู้ว่าเราบริสุทธิ์ นอกเสียจากผีสางเทวดาเท่านั้น นึกอะไรได้ในใจผมก็ขอให้ผีสางเทวดาช่วยเหลือ ผมนึกถึงพระหลวงพ่ออะไรต่ออะไรเจ้าพ่อองค์ใดที่ศักดิ์สิทธิ์เท่าที่ผมจะนึกได้ผมก็ร้องเรียนเรียกอยู่ในใจ ขอให้ท่านรีบมาช่วยผมโดยเร็ว เพราะผมจนปัญญาแล้ว สมองมันปั่นป่วนยุ่งไปหมด

แต่ที่สุดก็คิดจะสะบัดหลุดแล้ววิ่งหนี แต่ก็มองไม่เห็นทางรอด ทั้งไม่รู้ไปทางทิศไหน ทั้งจะทำให้เขาแน่ใจว่าผมคงเป็นผู้ร้ายแน่จึงได้วิ่งหนี กำลังความคิดสับสนปั่นป่วนมองเห็นความหมดหวัง กำลังคิดหมดอาลัยต่อชีวิตปล่อยตามบุญตามกรรม เพราะหมดทางที่จะขัดขืนเจ้าหน้าที่ได้ ผมหมดอาลัยตายอยากในชีวิตต่อไป กำลังจะปล่อยให้ตำรวจสวมกุญแจมือแล้ว ก็ได้ยินเสียงพ่อลุงพูดขึ้นเสียงดังอย่างผู้มีอำนาจเด็ดขาดว่า "หยุด นี่เด็กของอั๊ว พวกลื้อทำอย่างนั้นไม่ได้ อั๊วขอสั่งเป็นเด็ดขาด"

ทันใดนั้นจ่านายสิบและพลตำรวจก็สะดุ้ง ทันใดนั้นพ่อลุงก็ล้วงบัตรประะจำตัวหรือบัตรประจำตำแหน่งข้าราชการซึ่งผมก็ไม่เห็นเพียงแต่เดา เพราะผมเองก็ตื่นกลัวจนลาน แล้วพ่อลุงก็ยื่นบัตรให้จ่านายสิบผู้นั้นดู ทันใดเมื่อจ่านายสิบเห็นบัตรประจำตัวของพ่อลุง ก็รีบตบเท้ายืนระวังตรง ยกมือขึ้นแตะกระบังหมวก พลตำรวจก็รีบทำตามทันที ไม่รู้ว่าท่านผู้นั้นเป็นใครเพราะไม่ได้ดูบัตร เมื่อจ่านายสิบคำนับพ่อลุงแล้ว ก็ยื่นบัตรลงไปให้นายร้อยโทผู้ควบคุมตำรวจอยู่ข้างหน้า เมื่อรับบัตรจากจ่าแล้ว นายร้อยตำรวจโทก็รีบตบเท้าระวังตรง ยกมือขึ้นแตะกำบังหมวกอยู่ข้างล่าง แล้วส่งบัตรคืนขึ้นมา แล้วสั่งถอนกำลังตำรวจลงจากหลังคารถ คุมจำเลยที่ล้วงกระเป๋าออกไป ข่าวว่ามีผู้เห็นของกลางที่ผู้ร้ายโยนไว้ระหว่างวิ่งหนี จึงเป็นอันจับได้พร้อมทั้งของกลาง

สำหรับผมและเพื่อนเป็นอันว่าสิ้นเคราะห์ไปที ระหว่างการโต้ตอบพ่อลุงกับจ่าตำรวจนั้น เขาพูดอะไรกันบ้างผมก็จำไม่ได้หมด เพราะผมกลัวจะถูกจับใส่กุญแจมือจนตัวชาไปหมด รู้สึกเหมือนฝันร้ายแล้วก็ตื่นจากความฝันร้ายกลายเป็นดี แต่เมื่อนึกถึงทีไร ผมก็อดหวาดสะดุ้งกลัวไม่ได้ ผมอยากจะเข้าไปกราบเท้าพ่อลุงสักร้อยครั้ง คิดว่ายังไม่สมกับที่ท่านได้กรุณาช่วยเหลือ ผมกับเพื่อนพากันไปกราบขอบคุณท่านเพียงแต่ยกมือไหว้เท่านั้น เพราะบนหลังคารถคงไม่มีโอกาสให้เราก้มลงไปกราบได้ ท่านก็เพียงบอกว่า ไม่ต้องขอบบุญขอบคุณอะไรหรอก เพราะเป็นหน้าที่ของท่านที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกคนที่บริสุทธิ์ เราก็เป็นคนบริสุทธิ์มิได้ทำผิดคิดชั่วจึงควรแก่การช่วยเหลือ แม้ผมอยากจะทราบชื่อท่านใจจะขาด แต่ผมก็ไม่กล้าละลาบละล้วงถาม เพียงแต่ท่านช่วยให้ผมรอดพ้นจากการใส่กุญแจมือเท่านั้นก็เป็นบุญคุณหนักยิ่งกว่าภูเขาแล้ว

ฉะนั้น ผมจึงไม่ได้รู้นามของท่านผู้มีพระคุณ นับแต่ครั้งเมื่อผมอายุได้เพียง ๑๗ นับแต่นั้นมาถึงปัจจุบันนี้ผมอายุได้ ๔๑ ปี ผมไม่เคยพบหน้าท่านเลย และผมยังระลึกถึงพระเดชพระคุณของท่านอยู่เสมอ แต่ผมก็ยังมืดแปดด้าน ยังไม่มีโอกาสรู้จักนามของท่านและอยู่ที่ไหน ยังเป็นสิ่งลึกลับตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้

สำหรับผมชื่อนายสำรวม วรรณดิลก ปัจจุบันนี้อยู่ร้านค้าไม้โชคไพศาล เลขที่ ๒๙๑/๑ ถนนริมน่าน ตำบลตะพานหิน พิจิตร หากท่านมีพระคุณอันสูงยิ่งที่เคยช่วยเหลือเด็กอายุ ๑๗ ไว้ในครั้งนั้นกรุณาบอกให้ผมทราบที่อยู่และนามของท่านด้วย จะเป็นที่เคารพนับถือของผมและผมยังไม่ลืมที่จะระลึกถึงพระคุณของท่านตลอดมา และในชีวิตนี้จะไม่มีวันลืม

เรื่องที่ข้าพเจ้าได้เขียนตามข้อความบันทึกของคุณสำรวม วรรณดิลก ก่อนเขียนข้าพเจ้าได้อ่านและพิจารณาในข้อความบันทึกก็เห็นว่า ในสมัยนั้นยังมีข้าราชการผู้ใหญ่ที่ได้ปลอมแปลงให้เข้ากับภูมิประเทศ ทำตนเป็นชาวบ้านธรรมดา ปะปนไปคลุกคลีอยู่ในหมู่บ้านสามัญชนทั่วไป เพื่อจะได้มีโอกาสได้รู้ได้เห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อประโยชน์กับข้าราชการ แม้จะได้รับความทุกข์ยากลำบากต้องเสี่ยงภัยอันตรายเพียงไร ท่านก็มิได้คิดถึงประโยชน์สุขส่วนตัวเพราะเห็นแก่ความสงบสุขส่วนรวมและราชการเป็นใหญ่ แม้ข้าพเจ้าจะไม่รู้ว่าท่านผู้นั้นคือผู้ใดก็ดี การปฏิบัติงานของท่านเช่นนี้ ควรแก่การยกย่องสรรเสริญยิ่ง เพราะข้าพเจ้าแน่ใจว่าท่านเป็นผู้มีคุณธรรมสูง มีจิตใจใสสะอาดเป็นคนดี เห็นอกเห็นใจคนบริสุทธิ์ทั่วไป ในยุคปัจจุบันนี้เป็นบุคคลที่ชาติต้องการให้มีมาก ข้าพเจ้าจึงขอเก็บเรื่องของท่านผู้นี้ไว้ใน "กฎแห่งกรรม" ต่อไป



................... เอวัง ...................

อ้างอิง :: ลานธรรมจักร :: » กฎแห่งกรรม

Comment

Comment:

Tweet

อันเมตตากรุณา จะมีมาจากที่ใด มันฝังอยู่ที่ไหนที่ว่าใจมีเมตตา
ทำจริงหรือทำเล่น ที่ว่าเป็นกรุณา ให้เพราะสงสารว่า เราดีกว่าที่เกิดเป็น
สังเวชพาเวทนา เพราะคิดว่าเขาทุกข์เข็ญ ไม่มองความจำเป็น เขาทุกข์เข็ญเพราะเหตุใด
คิดว่าเราดีกว่า จึงเห็นค่าเขาน้อยไป สงสารแค่นั้นไม่ ที่ว่าใจมีเมตตา
มามองที่ดวงจิต หลับตานิด คิดพลางว่า ทุกคนที่เกิดมา ทุกข์หนักหนาแทบทุกคน
เมตตากรุณาการสงสาร อย่าประมาณแค่นั้นคน รวยจน นี้คือคน ทุกๆคนได้เมตตา
เพียงว่ามองไม่เห็น ทุกข์ลำเค็ญซ่อนกายา ทุกข์ที่แสดงหนา พอเห็นพาสังเวชใจ
ทุกสิ่งมีชีวิต รักชีวิตทุกตนไซร์ แม้จะไม่ถูกใจ ก็ให้ไปความเมตตา
แผ่ไปจนทั่วโลก สรรพโศกสิ้นเวหา มนุษย์ มาร พรหม นาคา โลกใดหนาแผ่ให้ไป
ไม่มีที่สิ้นสุด แม้มนุษย์ มารศาสนา อันความรักและเมตตา ทุกคนหนา ต้องได้ไป
ไม่จำกัดแค่คนทุกข์ คนมีสุขก็ต้องได้ ซักวันก็ทุกข์ใจ ฉันให้ไปก่อนเวลา

#1 By wirat (223.205.30.205) on 2011-04-01 17:11