ปลาเป็นเหตุ

posted on 20 Feb 2009 16:43 by ornnami

สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ใกล้นครสาวัตถี เช้าวันหนึ่งพระองค์เสด็จไปบิณฑบาตยังนครสาวัตถี พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพวกเด็กหนุ่มกำลังจับปลาในสระแห่งหนึ่ง

ซึ่งอยู่ข้างทาง เพื่อจะนำมาปิ้งกิน พระองค์เสด็จไปหาพวกเด็กหนุ่ม

แล้วตรัสถามว่า พวกเธอกลัวความทุกข์ ความทุกข์ไม่เป็นที่รักของพวกเธอไม่ใช่หรือ
เด็กเหล่านั้นกราบทูลว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าพวกเธอเกลียดกลัวความทุกข์

ก็อย่าได้ทำบาปทั้งในที่ลับหรือที่แจ้งเลย ถ้าพวกเธอทำบาปแล้ว

แม้จะเหาะหนีไป ก็ไม่อาจพ้นจากความทุกข์ได้เลย
(กุมารกสูตร ๒๕/๑๑๕)
เหตุใดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นสัพพัญญูรู้แจ้งทุกสิ่ง

จึงทรงเตือนเด็กพวกนั้น เรื่องต่อไปนี้จะเป็นอุทาหรณ์ที่ดี
แพทย์หญิงชาวไต้หวันชื่อกวั๋วฮุ่ยเจิน เป็นแพทย์ทางด้านโรคมะเร็ง

ได้เล่าถึงประสบการณ์ที่ตนได้พบเห็น ความว่า
ชายคนหนึ่งมีนิสัยชอบเคี้ยวหมาก สูบบุหรี่ และดื่มสุรา

ต่อมาได้ป่วยเป็นมะเร็งในโพรงปาก ได้มารับการรักษาในโรงพยาบาล

อาการป่วยอยู่ในขั้นโคม่า ภายในโพรงปากถูกฝีหนองของมะเร็งกัดกิน

จนทะลุเป็นรูออกทางแก้มหน้า น้ำหนองไหลออกมาตลอดเวลา แม้อาหารที่กินเข้าไปก็มักไหลออกมาทางรูทะลุด้วย แม้สุราที่เคยชอบหนักหนา หากดื่มเข้าไปก็เปรียบเหมือนเอาน้ำทองแดงกรอกปากก็ไม่ปาน

แม้หมากที่เคยเคี้ยวเป็นประจำด้วยความชื่นชอบ ก็กลับกลายเป็นเหมือน

กลืนกินลูกเหล็กกลมที่ร้อนแดง เนื่องจากดื่มกินไม่ได้

ประกอบกับจิตใจที่สับสนเศร้าหมอง ร่างกายที่เคยแข็งแรง

สมบูรณ์มาก่อนก็ผอมโซลงอย่างรวดเร็ว ในสภาพที่เจ็บปวดอย่างแสนสาหัสนี้ แพทย์ยังได้ต่อท่ออาหารจากจมูกตรงไปยังกระเพาะอาหารอีกด้วย
ภรรยาของผู้ป่วยก็อยู่ในสภาพที่เจ็บปวดที่สุด เพราะต้องคอยหมั่นดูแล ทำความสะอาดน้ำเลือดน้ำหนองที่ไหลออกมาอย่างไม่มีวันหมด ทั้งยังต้องเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้เพื่อหาแพทย์มารักษา และที่สำคัญ

คือต้องใช้จ่ายเงินทองมากมาย
ผู้ป่วยได้เล่าให้พ.ญ.กวั๋วฮุ่ยเจินฟังว่า ปกติตัวเขาชอบไปตกปลา

เคี้ยวหมาก ดื่มสุรา ขณะที่ตกปลามีความรู้สึกที่แสนจะสุขสมอารมณ์หมาย แต่ในขณะที่โรคมะเร็งได้กำเริบจนใบหน้าต้องทะลุเป็นรูโบ๋ เขามีความรู้สึก

สะเทือนใจยิ่งนัก บัดนี้จึงได้เรียนรู้ว่า ขณะที่เงี่ยงเบ็ดแทงแก้มของปลาจนทะลุ

ภายในจิตใจของปลา ความรู้สึกกลัวและความเจ็บปวดเป็นอย่างไร
เสียงกระซิบอันแผ่วเบาที่ผู้ป่วยพยายามเปล่งออกมาอย่างลำบากยากเย็นนี้ แสดงถึงความสำนึกในบาปกรรมของตน เขาได้รู้สึกว่า

ช่วงเวลาที่มีความสุขนั้นมันช่างน้อยนิด บาปกรรมที่ทำให้พวกปลาต้องตกใจกลัว

และทนทุกข์ทรมาน บัดนี้ได้สะท้อนกลับมายังตน ร่างกายต้องเจ็บปวด

ถูกแทงทะลุที่กระพุ้งแก้ม ขณะที่ตัวเองกลืนน้ำลาย ก็เปรียบเสมือนถูก

ไฟเผาหรือถูกมีดกรีดร่างก็ไม่ปาน สภาพที่เจ็บจนทนไม่ไหวนี้ เทียบกับขณะที่ปลาถูกเบ็ดตกขึ้นมาแล้วดิ้นรนเพื่อหาทางรอด

ก็ไม่ต่างกันเท่าไรนัก ชีวิตของผู้ป่วยรายนี้เป็นบทเรียนที่ลึกซึ้งและเป็นอุทาหรณ์ว่า กฎแห่งกรรมไม่เข้าใครออกใคร กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นตามสนอง แน่นอนที่สุด
(เสียงเพลงจากแม่น้ำนิรันดร์ แปลโดย ว่าที่ร.ต.ทรงศักดิ์ อัมพรวิวัฒน์)
เมื่อวันที่ ๘ พ.ย. ๒๕๓๕ นายสมนึก อายุ ๔๔ ปี กับนาย น. อายุ ๓๐ ปี

อยู่บ้านหนองตะเคียน ได้ไปทอดแหหาปลาที่คลองชลประทาน บ้านดงพิกุล

นาย น. จับปลาหมอได้ตัวหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าจะเก็บปลาไว้ที่ไหน

เพราะไม่มีภาชนะใส่ จึงใช้ปากคาบปลาไว้แล้วลงมือหาปลาต่อ

และเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้น ขณะที่นาย น.

คาบปลาอยู่นั้นปลาเกิดดิ้นจนหลุดเข้าไปในลำคอ เป็นเหตุให้นาย น.ล้มทั้งยืน นายสมนึกไม่สามารถช่วยดึงปลาออกมาได้ จึงรีบนำตัวส่ง รพ.ทัพทัน
หลังจากนั้น นาย น. มีอาการไม่รู้สึกตัว แพทย์ได้ช่วยกันใช้คีมดึงปลา

ออกมาจนสำเร็จ ทำให้นาย น. ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าเสียชีวิตแล้ว

กลับฟื้นคืนสติอีกครั้ง แต่หลังจากนั้นเกิดมีอาการชักกระตุกอีก จึงถูกส่งตัวไป

รพ.อุทัยธานี แต่อาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์ผู้รักษากล่าวว่า ถึงแม้นาย น. จะรอดชีวิต

ก็จะมีอาการแบบเจ้าชายนิทรา ทางญาติก็บอกว่าทำใจไว้แล้ว
ภายหลังทางญาติได้นำตัวผู้ป่วยกลับบ้านโดยอ้างว่าไม่มีเงินรักษา

นายน.ได้เสียชีวิตลงในระหว่างทาง สร้างความเสียใจให้แก่ญาติพี่น้องเป็นอย่างมาก
(น.ส.พ.เดลินิวส์ ๙ พ.ย. ๒๕๓๕)
นาง อ. อายุ ๓๐ ปี เล่าว่า เมื่อต้นเดือนมิ.ย.นี้ นาย ป. อายุ ๓๐ ปี

สามีซึ่งเป็นนักการสถานที่ราชการแห่งหนึ่งใน จ.อำนาจเจริญ ได้ออกไปเก็บตาข่ายที่ดักปลาไว้ เกิดลื่นล้มไถลก้นกระแทกกับตอไม้ไผ่ ทำให้ไม้ไผ่เสียบเข้าไปในรูทวารหนักและหักติดอยู่ในช่องท้อง จึงนำตัวส่ง รพ.จ.อำนาจเจริญ แพทย์ทำแผลและให้ยาแก้ปวดรับประทาน แล้วให้กลับบ้านได้ โดยไม่ฟังเสียงขอร้องจากผู้ป่วยที่ขอให้หมอช่วยเอกซเรย์ เพราะสงสัยว่าจะมีไม้หักติดอยู่
หลังจากที่นาย ป. กลับมารักษาตัวที่บ้านอาการเริ่มทรุดหนักลง มีอาการป่วยแทรกซ้อนและมีกลิ่นเหม็น จึงได้เข้ารักษาที่รพ.อำเภอกุดข้าวปุ้น เป็นแห่งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๒ มิ.ย.นี้ หมอก็ได้รักษาเพียงให้กินยาแก้อักเสบและทำแผล โดยไม่มีการเอกซเรย์ตามคำขอร้องของผู้ป่วยและญาติ นาย ป. นอนรักษาตัวอยู่นานกว่า ๑ สัปดาห์ อาการกลับทรุดหนัก ญาติขอนำตัวไปรักษาที่อื่น แต่หมอไม่อนุญาต ในที่สุดนาง อ. กับญาติ ๆ ได้ตัดสินใจอุ้มนาย ป. ออกจาก รพ.แห่งนี้ นำส่งรพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี เมื่อไปถึงแพทย์ได้นำนาย ป. เข้าห้องเอกซเรย์เป็นการด่วน พบว่าท่อนไม้ฝังติดอยู่ในช่องท้อง จึงได้ผ่าตัดนำเอาไม้ไผ่ที่หักติดอยู่ออกมาโตขนาด ๑ นิ้ว ยาว ๓ นิ้ว และพบว่าลำไส้ของนาย ป. ติดเชื้อและเน่าบางส่วน แพทย์ต้องควักลำไส้ออกมากองรักษาข้างนอก อาการของนาย ป. ยังน่าเป็นห่วง
(น.ส.พ.เดลินิวส์ ๒๘ มิ.ย. ๒๕๓๗)
ข้าราชการเก่าผู้หนึ่งเล่าประสบการณ์ของตน ความว่า
สมัยเมื่อรับราชการที่จังหวัดทางชายแดน วันหนึ่งผมได้ขับรถออกไปนอกเมือง เห็นชาวบ้านกำลังจับปลาในคูข้างถนน หลายคนวิ่งไล่ตะครุบปลาช่อนตัวใหญ่ซึ่งโดดหนีไปมาอย่างว่องไว ผมจึงหยุดรถข้างถนนออกมายืนดู ทันใดนั้นปลาช่อนก็กระโดดขึ้นมาบนถนน กระเสือกกระสนมาหยุดอยู่แทบเท้าผม คล้ายกับขอร้องให้ช่วยชีวิตมันไว้ พวกชาวบ้านก็ตะครุบตัวไว้ได้โดยง่าย
ผมเกิดความสงสาร จึงขอซื้อปลาช่อนเพื่อปล่อยเอาบุญ ขณะนั้นมีรถขนาดเดียวกับผมแล่นผ่านไปข้างหน้าจนลับสายตาไป
ผมนำปลาช่อนที่ซื้อไปไว้ในรถ ขับรถไปช้าๆ ตามองหาที่ปล่อยปลา พอดีเห็นบึงใหญ่ห่างข้างทางประมาณ ๑๐๐ เมตร ก็หยุดรถข้างถนน เอาผ้าขาวม้าที่อยู่หลังรถห่อปลา แล้วออกจากรถ เดินตามคันนาไปจนถึงบึง หาที่น้ำลึก แก้ห่อผ้าขาวม้า แล้วปล่อยปลาลงน้ำ
เจ้าปลาคงดีใจมาก มันผุดขึ้นแล้วดำลงหลายหน เหมือนจะแสดงความขอบใจที่ช่วยชีวิตมันไว้ จากนั้นก็ดำหายลงไปในก้นบึง
ผมยืนมองดูอยู่ ในใจเกิดปีติที่ได้ช่วยชีวิตปลาช่อนตัวนี้ไว้ เมื่อไม่เห็นมันโผล่ขึ้นมาอีก ผมก็เดินกลับมาที่รถ ขับต่อไปบนเส้นทางเดิม
เมื่อขับไปได้พักหนึ่ง เห็นคนมุงดูกลุ่มหนึ่งแต่ไกล เมื่อรถผมเข้าไปใกล้ ก็มองเห็นสะพานไม้ข้ามคลองกว้างพอสมควร ผมจึงจอดรถข้างทางแล้วเดินมองดูและชะโงกดูข้างล่าง เห็นรถยนต์คันหนึ่งตกลงไปอยู่ข้างล่างในห้วย ตอนท้ายยับยู่ยี่ ผมตกใจมากเพราะจำได้ว่ารถคันนี้วิ่งออกหน้าตอนที่ผมกำลังซื้อปลาช่อนจากชาวบ้าน
ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เล่าให้ผมฟังว่า สะพานนี้ รถโดยสารเขาเคยวิ่งกัน น้ำหนักมากกว่ายังไม่หัก จำเพาะมาหักเอารถคันนี้ พอสะพานหัก รถคันนี้ก็ตกลงไป ในรถมี ๓ คน ทุกคนบาดเจ็บสาหัส และถูกนำตัวไปส่งอนามัยอำเภอซึ่งอยู่ไม่ไกล พวกนี้เที่ยวมายิงนกเสมอ รถที่ตกยังมีนกเขาถูกยิงอยู่เป็นพวง และมีปืนแฝดอยู่ในรถ
ผมขับรถกลับจังหวัดด้วยจิตใจที่หดหู่ หากผมไม่ขอซื้อปลาช่อนจากชาวบ้าน เคราะห์กรรมอันนี้คงเกิดขึ้นกับผมแน่
(กฎแห่งกรรม โดย ท. เลียงพิบูลย์ เล่ม ๕)
ประเด็นที่ควรกล่าวถึงมีดังนี้
๑. ทุกชีวิตต่างก็มีความทุกข์ประจำอยู่แล้ว ลำพังแต่ความร้อน หนาว หิว กระหาย แก่ เจ็บ ตาย เพียงแค่นี้ก็ทุกข์จนสุดจะทนแล้ว เหตุไฉนจึงเบียดเบียนกัน เข่นฆ่ากัน เพิ่มทุกข์ให้แก่กันอีกเล่า
๒. คนที่รักษาสุขภาพเป็นอย่างดีมักจะไม่เจ็บไข้ แต่ก็ไม่เสมอไป เพราะตามหลักพุทธศาสนา บางครั้งคนเราก็เจ็บป่วยเพราะผลของกรรมเก่า ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าบุพกรรมของพระองค์ว่า
ในกาลก่อน เราเป็นเด็กลูกของชาวประมง อยู่ในบ้านเกวัฏฏคาม เห็นพวกชาวประมงฆ่าปลาแล้ว (แทนที่จะสงสารกลับ) เกิดความชื่นชม ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราจึงปวดศีรษะ เมื่อครั้งที่วิฏฏุภะฆ่าพวกศากยะ
(พุทธาปทาน ๓๒/๓๙๒)
โรคมะเร็งในปากอาจเป็นผลของบาปกรรมจากการตกปลาก็ได้ ดังนั้นผู้ที่ชอบหาความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น พึงสังวรให้มากไว้ สภาพความเจ็บปวดของผู้ป่วยน่าสยดสยองมาก บทเรียนบางอย่างนั้น คนฉลาดอาจเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องใช้น้ำตาหรือชีวิตเลือดเนื้อของตนเองไปแลก
๓. คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่สามารถเลือกทำดีหรือทำชั่วก็ได้ เรื่องที่นำมาเสนอนี้ย่อมเป็นอุทาหรณ์ว่า ควรจะใช้ชีวิตนี้ไปในทางใด

อ้างอิง    :: ลานธรรมจักร :: » กฎแห่งกรรม

Comment

Comment:

Tweet