หมีแพนด้า

posted on 10 Jul 2010 13:37 by ornnami

 

 http://www.weekendhobby.com/offroad/suzuki/picture2009%5C2711255220292.jpg

หมีเเพนด้าคือสัตว์ที่มีถิ่นฐานกำเนิดจากประเทศจีน เป็นสัตว์ในตระกูลหมี ชอบกินใบไผ่เป็นที่สุด จนใครหลายๆ คนหลงเสน่ห์เจ้าหมีตัวขาวตาดำกันท้งนั้น เอาเป็นว่าเรามาทำความู้จักกับเจ้าหมีตัวเเพนด้ากันให้มากขึ้นกว่านี้ดีกว่า

[แก้ไข] ประวัติหมีเเพนด้า

เนื่องจากในสมัยดึกดำบรรพ์ แพนด้ายักษ์ หรือ ต้าสงเมา มีอยู่มากมาย กระจายตามถิ่นต่างๆทั่วประเทศจีน ในบันทึกเรื่องเกี่ยวกับแพนด้าของจีน จึงมีคำเรียกสัตว์ชนิดนี้ ในภาษาจีนแตกต่างหลากหลาย อาทิ ‘ผี’หรือ‘ผีซิ่ว’(ชื่อที่เรียกในสมัยโบราณ) ‘ไป๋สง’(หมีขาว) ‘ฮัวสง’(หมีลาย) ‘จู๋สง’(หมีไผ่) บางถิ่นเรียกแตกต่างออกไป เช่น แถบเทือกเขาหมินซันบริเวณถิ่นที่อยู่ของชนชาติทิเบต เรียก ‘ตั้ง’ หรือ ‘ตู้ต้งก่า’ แต่ชนชาติอี๋แถบเทือกเขาเหลียงซัน เรียก ‘เอ๋อชีว์’ เป็นต้น

熊猫 (สงเมา) คำเรียกแพนด้าในภาษาจีนกลาง ‘สง’แปลว่า หมี ‘เมา’แปลว่า แมว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ailuropoda melanoleuca แปลว่า สัตว์ที่มีลำตัวเป็นสีขาวดำ มีเท้าเหมือนแมว

‘สงเมา’ (แมวที่เหมือนหมี) เป็นคำเรียกในปัจจุบัน แต่จริงๆแล้ว ช่วงจีนก่อนยุคปลดแอกได้เคยเรียกแพนด้าว่า ‘เมาสง’(หมีที่เหมือนแมว)มาก่อนนะจ๊ะ 猫熊(เมาสง) เป็นศัพท์บัญญัติขึ้นในช่วงประวัติศาสตร์จีนยุคปัจจุบัน หมายถึง สัตว์ที่มีหน้าตากลมๆอ้วนๆคล้ายแมว แต่รูปร่างใหญ่คล้ายหมี จนบางคนถึงกับจัดมันให้อยู่ในประเภทเดียวกันกับหมี

เนื่องจากคนจีนในสมัยก่อนเวลาเขียนหนังสือจะเขียนตัวอักษรไล่จากบน ลงล่างตามแนวตั้ง และอ่านจากแถวขวาไปซ้าย ซึ่งแตกต่างจากการเขียนในปัจจุบัน ที่เรียงตัวอักษรตามแนวนอน และอ่านจากซ้ายไปขวา มีครั้งหนึ่งเมื่อพิพิธภัณฑ์เป่ยเป้ย ในมณฑลซื่อชวน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแพนด้าในประเทศจีน ได้จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าเมาสงนี้ และได้เขียนคำอธิบายตามแบบการเขียนในปัจจุบัน แต่บังเอิญมีผู้เข้าชมคนหนึ่งแกติดนิสัย การอ่านหนังสือแบบจีนรุ่นเก่า เลยอ่าน ‘เมาสง’ เป็น ‘สงเมา’ เสียนี่ ตั้งแต่นั้นจึงเรียกติดปากกันต่อๆมาอย่างผิดๆนี่แหละ

อย่างไรก็ตามจะแมวหมีหรือหมีแมว นักชีววิทยาก็จัดแพนด้าอยู่ในสัตว์ประเภทหมี ซึ่งแน่นอนไม่ใช่ประเภทเดียวกับแมวจ้า

[แก้ไข] ลักษณะเด่น

ลักษณะที่โดดเด่นของ หมีแพนด้า คือมีขนสีดำและสีขาว บริเวณหัว คอ ตะโพก จะมีสีขาว ส่วนรอบๆตาทั้งสองข้าง หู ไหล่ ขาหน้า และขาหลังจะมีสีดำ หัวของหมีแพนด้า จะใหญ่เมื่อเทียบกับสัดส่วนของตัว กว่าหมีชนิดอื่นๆ เท้าหน้ามี 6 นิ้ว พร้อมที่จะกางกว้างออกเมื่อปะทะกัน หรือปีนต้นไม้

[แก้ไข] ขนาด

หมีแพนด้าเพศผู้ขนาดตัวโตเต็มที่ สูงประมาณ 160-190 ซม. จะสูงกว่าเพศเมียเล็กน้อย มีขาหน้าที่แข็งแรง และหนัก 85-125 กก. เพศเมียหนัก 70-100 กก. ลูกหมีเพิ่งคลอดหนักเพียง 85-140 กรัม

[แก้ไข] ถิ่นที่อยู่

หมีแพนด้าจะอาศัยอยู่ที่ระดับสูง 1200-3500 เมตร ในป่าเขา ซึ่งมีต้นไม้ไผ่ขึ้นหนาแน่น เเละจะพบหมีแพนด้าเพียงตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน แนวเขตที่ราบสูงของ ทิเบต ใน 6 พื้นที่เล็กๆ ของจังหวัด Sichuan Gansu และ Shaanzi รวมแล้วมีพื้นที่เพียง 14000 ตร.กม.

ภาพ:111.jpg 

[แก้ไข] การสื่อสาร

หมีแพนด้าจะใช้กลิ่น อะซิติค ที่หลั่งออกมาจากบริเวณ ต่อมที่อยู่ใกล้ๆกับอวัยวะสืบพันธุ์ ไว้ตามต้นไม้ ก้อนหิน และใช้เสียงในการกำหนดขอบเขต โดยส่วนมากจะเป็นหมีเพศผู้ ส่วนการใช้เสียงของหมีเพศเมีย จะมีในช่วงที่จะผสมพันธุ์

[แก้ไข] อาหาร

อาหารของหมีแพนด้า 99% จะมาจากต้นไผ่ ตัวโตเต็มที่ จะกิน 12-15 กก./วัน แต่ถ้าเป็น ต้นหรือใบอ่อนของต้นไผ่ หมีแพนด้าสามารถกินได้ถึง 38 กก/วัน ซึ่งหนักถึง 40%ของน้ำหนักตัวมันเอง และอาหารอีกที่เหลือ จะเป็นพืชชนิดอื่นๆ รวมทั้งเนื้อด้วย ส่วนมาก หมีแพนด้าจะกินอาหารที่พื้น บางครั้งถึงจะปีนขึ้นไป กินอาหารบนต้นไม้

[แก้ไข] การสืบพันธุ์

หมีแพนด้าพร้อมที่จะขยายพันธุ์เมื่ออายุ 4.5-6.5 ปี จะจับคู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ต้นเดือน มี.ค.-พ.ค.เพศเมียมีช่วงเวลาพร้อมที่จะผสมพันธุ์ 1-3 สัปห์ดา และ จะยอมให้มีการผสม 2-3 วันเท่านั้น จำนวนลูกที่คลอดออกมา มีเพียง 1-3 ตัว โดยปกติจะมีชีวิตรอดเพียงตัวเดียว ลูกหมีจะหย่านมเมื่ออายุ 9 เดือน แม่หมีแพนด้าจะคอยดูแลลูกตน จนกว่าจะถึง 18 เดือน

(แก้ไข) ระบบสังคม

ส่วนมากหมีแพนด้าจะอาศัยอยู่เพียงลำพัง ตัวเดียว ยกเว้นหมีแพนด้าแม่ลูกอ่อน ในช่วงฤดูกาลให้นมลูก หมีเพศผู้จะต่อสู้กัน เพื่อแย่งเข้าไป หากลุ่มแม่หมี อาณาเขตของหมีเพศเมีย ปกติแล้ว จะอาศัยซึ่งกันและกัน อาณาเขต จะซ้อนทับกันเป็นบางครั้ง ในขณะที่หมีแพนด้าเพศผู้ จะมีอาณาเขตที่กว้างครอบคลุมหมีเพศเมียทั้งหมด

ภาพ:444.jpg 

[แก้ไข] กลเม็ดหาคู่

มีสามแบบสามวิธี วิธีแรกจีบด้วยกลิ่น โดยแพนด้าจะใช้ก้นถูๆ ตามโคนต้นไม้ ก้อนหิน และบนพื้นให้กลิ่นติด และโชยไปแตะจมูกฝ่ายตรงข้าม หรือวิธีที่สองจีบด้วยเสียงเพลง โดยขึ้นไปร้องเพลงรักไม่ซ้ำแบบบนต้นไม้บ้าง บนพื้นบ้าง เพื่อดึงดูดความสนใจของอีกฝ่าย เพลงยอดฮิตก็คือ เลียนเสียงร้องของนก หรือเสียงแพะ และวิธีการจีบกันจะแสดงออกด้วยท่าทาง โดยบางตัวอาจแสดงออกด้วยอาการหงุดหงิด อยู่ไม่สุข กัดกิ่งไม้บ้างตามประสา ฝากรอยข่วนไว้ตามต้นไม้ เพื่อให้เตะตาฝ่ายตรงข้าม เมื่อทั้งสองต่างปิ๊งกันก็เข้าหอกันในทุ่งกว้างตามเชิงเขา ก็มีบางตัวที่หนีขึ้นไปบนต้นไม้

 http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/810/26810/images/panda.jpg

 

หมีแพนด้า ประเทศ ไทยเป็นประเทศที่ 5 ของโลก ที่มีหมีแพนด้าจากจีนมาจัดแสดง โดยในสหรัฐอเมริกามีแพนด้าในครอบครอง 7 ตัว , ญี่ปุ่น 6 ตัว ,เม็กซิโก 3 ตัว ,เยอรมนี 3 ตัวและประเทศไทย 2 ตัว นับว่าเป็นหมีแพนด้าคู่แรกที่จีนมอบให้ประเทศในแถบอาเซียน โดยมีสัญญาจะให้ไทยได้ทำการทดลองศึกษาวิจัยชีวิตเกี่ยวกับหมีแพนด้าคู่นี้ เป็นระยะเวลา 10 ปี หลังจากนั้นจะต้องส่งกลับ รวมถึงลูกที่เกิดจากทั้งคู่ด้วย สำหรับคู่หมีแพนด้าที่ส่งมานั้น ตัวผู้ชื่อว่า “ช่วง ช่วง”อายุ 4 ปี ส่วนตัวเมียชื่อว่า “หลินฮุย” อายุ 2 ปี โดยจะมีชื่อไทย คือ “คำอ้าย” สำหรับตัวผู้ และ “คำเอื้อย” สำหรับตัวเมีย เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. เปิดขายบัตรถึงเวลา 17.00 น.

ลักษณะเด่น ลักษณะ ที่โดดเด่นของ หมีแพนด้า คือมีขนสีดำและสีขาว บริเวณหัว คอ ตะโพก จะมีสีขาว ส่วนรอบๆตาทั้งสองข้าง หู ไหล่ ขาหน้า และขาหลังจะมีสีดำ หัวของหมีแพนด้า จะใหญ่เมื่อเทียบกับสัดส่วนของตัว กว่าหมีชนิดอื่นๆ เท้าหน้ามี 6 นิ้ว พร้อมที่จะกางกว้างออกเมื่อปะทะกัน หรือปีนต้นไม้
ขนาด
หมี แพนด้าเพศผู้ขนาดตัวโตเต็มที่ สูงประมาณ 160-190 ซม. จะสูงกว่าเพศเมียเล็กน้อย มีขาหน้าที่แข็งแรง และหนัก 85-125 กก. เพศเมียหนัก 70-100 กก. ลูกหมีเพิ่งคลอดหนักเพียง 85-140 กรัม
ถิ่นที่อยู่
หมีแพนด้าจะอาศัยอยู่ที่ระดับสูง 1200-3500 เมตร ในป่าเขา ซึ่งมีต้นไม้ไผ่ขึ้นหนาแน่น

การกระจายจะ พบหมีแพนด้าเพียงตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน แนวเขตที่ราบสูงของ ทิเบต ใน 6 พื้นที่เล็กๆ ของจังหวัด Sichuan Gansu และ Shaanzi รวมแล้วมีพื้นที่เพียง 14000 ตร.กม.


การสื่อสารหมี แพนด้าจะใช้กลิ่น อะซิติค ที่หลั่งออกมาจากบริเวณ ต่อมที่อยู่ใกล้ๆกับอวัยวะสืบพันธุ์ ไว้ตามต้นไม้ ก้อนหิน และใช้เสียงในการกำหนดขอบเขต โดยส่วนมากจะเป็นหมีเพศผู้ ส่วนการใช้เสียงของหมีเพศเมีย จะมีในช่วงที่จะผสมพันธุ์


อาหาร
อาหาร ของหมีแพนด้า 99% จะมาจากต้นไผ่ ตัวโตเต็มที่ จะกิน 12-15 กก./วัน แต่ถ้าเป็น ต้นหรือใบอ่อนของต้นไผ่ หมีแพนด้าสามารถกินได้ถึง 38 กก/วัน ซึ่งหนักถึง 40%ของน้ำหนักตัวมันเอง และอาหารอีกที่เหลือ จะเป็นพืชชนิดอื่นๆ รวมทั้งเนื้อด้วย ส่วนมาก หมีแพนด้าจะกินอาหารที่พื้น บางครั้งถึงจะปีนขึ้นไป กินอาหารบนต้นไม้

การสืบพันธุ์หมีแพนด้าพร้อมที่จะขยายพันธุ์เมื่ออายุ 4.5-6.5 ปี จะจับคู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ต้นเดือน มี.ค.-พ.ค.เพศเมียมีช่วงเวลาพร้อมที่จะผสมพันธุ์ 1-3 สัปห์ดา และ จะยอมให้มีการผสม 2-3 วันเท่านั้น จำนวนลูกที่คลอดออกมา มีเพียง 1-3 ตัว โดยปกติจะมีชีวิตรอดเพียงตัวเดียว ลูกหมีจะหย่านมเมื่ออายุ 9 เดือน แม่หมีแพนด้าจะคอยดูแลลูกตน จนกว่าจะถึง 18 เดือน  

ส่วน มากหมีแพนด้าจะอาศัยอยู่เพียงลำพัง ตัวเดียว ยกเว้นหมีแพนด้าแม่ลูกอ่อน ในช่วงฤดูกาลให้นมลูก หมีเพศผู้จะต่อสู้กัน เพื่อแย่งเข้าไป หากลุ่มแม่หมี อาณาเขตของหมีเพศเมีย ปกติแล้ว จะอาศัยซึ่งกันและกัน อาณาเขต จะซ้อนทับกันเป็นบางครั้ง ในขณะที่หมีแพนด้าเพศผู้ จะมีอาณาเขตที่กว้างครอบคลุมหมีเพศเมียทั้งหมด

โคอาล่า  โค อาล่าผสมพันธุ์กันแล้วที่สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์เชียงใหม่ยืนยันโคอาล่าที่นำมาจากสวนสัตว์ทารองก้า ออสเตรเลีย ผสมพันธุ์กันแล้ว และอาจจะมีข่าวดีได้สมาชิกเป็นโคอาล่าน้อย เร็ว ๆ นี้ หลังจากมาอยู่เมืองไทยได้ 72 วัน สัตวแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทั้งจากสวนสัตว์ทารองก้า ประเทศออสเตรเลียและสวนสัตว์เชียงใหม่ ที่เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของหมีโคอาล่าก็ยืนยันว่า โคอาล่าได้ผสมพันธุ์กันแล้ว โดยนายโสภณ ดำนุ้ย ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์กล่าวว่าฟูลล่า เพศผู้ได้ผสมพันธุ์กับซิมสันและโคโค่ โคอาล่าเพศเมียแล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทั้งนี้จากการสังเกตพฤติกรรมพบว่าซิมสันและโคโค่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและหาก มีอาการช่องท้องเปิดก็จะดูแลเพื่อให้ได้ลูกโคอาล่าน้อยและคาดว่าภายใน 4 เดือนจึงจะทราบว่าโคอาล่าท้องหรือไม่ สำหรับหมีโคอาล่าเมื่อท้องจะสังเกตยากมากประกอบกับลูกโคอาล่าจะมีขนาดเล็ก เท่าถั่วเท่านั้น เรียกว่าโจอี้ จากนั้นก็จะเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่กระเป๋าหน้าท้องของแม่อีกประมาณ 6-8 เดือน และจะสามารถหากินเองได้เมื่ออายุ 1 ปีขึ้นไป โดยลูกโคอาล่าหากเกิดขึ้นมาจะเป็นของสวนสัตว์เชียงใหม่และไม่ต้องส่งคืน ออสเตรเลีย ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ยังกล่าวด้วยว่าในอนาคตอันใกล้จะเจรจาเพื่อขอแรด ดำจากสวนสัตว์ทารองก้า ออสเตรเลีย ขณะเดียวกันได้มีการติดต่อกับสวนสัตว์อัสสัม ประเทศอินเดีย เพื่อขอแลกสัตว์กับแรดอินเดียเพศผู้มาเลี้ยงที่สวนสัตว์เชียงใหม่ซึ่งมีแรด เพศเมียเพียงตัวเดียว เพื่อขยายพันธุ์ต่อไป ส่วนที่สวนสัตว์เขาดินนั้น เร็ว ๆนี้จะได้สมาชิกใหม่เป็นวอร์มแบทและจิงโจ้แดงด้วย

โคอาล่า” ตกลูกเพิ่มสมาชิกใหม่ให้สวนสัตว์เชียงใหม่ หลัง จาก "เจ้าโคโค่" โคอาล่าเพศเมียวัย 4 ปี ในสวนสัตว์เชียงใหม่ ได้ตกลูกมาได้นานประมาณ 4 เดือน ล่าสุดมีรายงานว่า ขณะนี้ได้แยก "เจ้าโคโค่" ให้อยู่ในห้องปรับอากาศตามลำพังเพียงตัวเดียว เพื่อป้องกันโคอาล่าตัวอื่นมารบกวน และดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยโคอาล่าตัวน้อย ยังอาศัยอยู่ในถุงหน้าท้องของแม่ ทั้งนี้ พนักงานบำรุงสัตว์ สวนสัตว์เชียงใหม่ ซึ่งดูแลโคอาล่าทั้ง 4 ตัว เปิดเผยว่า หลังจากนำโคอาล่า 2 คู่ รวม 4 ตัว ทั้ง เจ้า ฟูลล่า กับ ไบรอัน เพศผู้ และเจ้าโคโค่ กับ ซิมสัน เพศเมีย จากประเทศออสเตรเลีย มาอยู่ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ เมื่อ 5 เดือนก่อน โดยไม่ได้มีการจับแยก ทำให้เจ้าฟูลล่า เพศผู้ วัย 5 ปี ผสมพันธุ์กับเจ้าโคโค่ จากนั้นประมาณอีก 1 เดือน หรือประมาณกลางเดือนธันวาคม 2549 ที่ผ่านมา ได้สังเกตพบว่าเจ้าโคโค่ มีหน้าท้องใหญ่ขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 300 กรัม และช่องคลอดเปิดอ้า ตามหน้าท้องมีรอยน้ำเมือกจากการตกลูก ที่ลูกของเจ้าโคโค่คืบคลานเข้าไปอยู่ในถุงหน้าท้อง ทำให้มั่นใจว่าเจ้าโคโค่ตกลูก “ลูกของโคอาล่าจะมีขนาดเล็กมาก ซึ่งคาดว่าอีกประมาณ 2 เดือน หรือในช่วงปลายเดือน พ.ค.จนถึงเดือน มิ.ย.นี้ ลูกเจ้าโคโค่จะมุดออกจากหน้าท้อง ออกมาสู่โลกภายนอก ซึ่งจะมีขนาดเท่าประมาณกำปั้น และจะไม่กลับเข้าไปอยู่ในถุงหน้าท้องอีก” เจ้าหน้าที่สวนสัตว์เชียงใหม่กล่าว อย่างไรก็ตาม มีนักท่องเที่ยวและประชาชน ให้ความสนใจเข้าชมความน่ารักของเจ้าโคอาล่าอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้ง 4 ตัว ยังคงเกาะกิ่งไม้นอนหลับทั้งวัน

โคอาล่า ไม่ ใช่สัตว์ในตระกูลหมี แต่จัดอยู่ในกลุ่มสัตว์จำพวกจิงโจ้ ตัวเมียจะมีกระเป๋าหน้าท้อง สำหรับให้ลูกอ่อนอาศัยอยู่ จากการที่มันมัลักษณะรูปร่าง หน้าตาเหมือนหมี ทำให้คนส่วนมาก เรียกมันว่า หมีโคอาล่า ประวัติ ใน ค.ศ. 1798 มีบันทึกครั้งแรกสุดที่พบโคอาล่า พบโดยชาวยุโรปชื่อ John Price ค.ศ. 1803 ข้อมูลรายละเอียดของโคอาล่าเริ่มถูกตีพิมพ์ใน Sydney Gazette ค.ศ. 1816 นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส Blainwill ตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ให้ ชื่อว่า Phascolarctos ซึ่งมาจากภาษากรีก โดยเกิดจากคำ 2 คำ รวมกัน คือคำว่า กระเป๋าหน้าท้องของจิงโจ้ และคำว่า หมี (leather pouch และ bear) ต่อมานักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมัน Goldfuss ได้ตั้งชื่อที่เฉพาะเจาะจงลงไปเป็น cinereus ซึ่งหมายถึง สีขี้เถ้า ถิ่นที่อยู่อาศัย โคอาล่าอาศัยอยู่ในป่าที่มีต้นยูคาลิปตัส ปัจจุบันเราพบโคอาล่าที่ ควีนแลนด์ นิวเซาท์เวลล์ วิคตอเรีย และ ออสเตรเลียตอนใต้ ศัตรู ศัตรูที่สำคัญคือ มนุษย์ ซึ่งล่าเอาขนของมัน
อาหาร โค อาล่ากินใบยูคาลิปตัสเป็นอาหาร ฟันและระบบย่อยอาหารถูกพัฒนามาให้สามารถกินและย่อยใบยูคาลิปตัสได้ ใบยูคาลิปตัวมีสารอาหารน้อยมาก และยังมีสารที่มีพิษต่อสัตว์ แต่ระบบย่อยอาหารของโคอาล่ามีการปรับตัว ทำให้สามารถทำลายพิษนั้นได้ ส่วนใหญ่โคอาล่ากินใบยูคาลิปตัวประมาณวันละ 200 ถึง 500 กรัม
อายุขัย ขึ้น กับปัจจัยรอบข้าง โดยเฉลี่ยมีอายุประมาณ 13-18 ปีการติดต่อสื่อสาร โคอาล่าใช้เสียงในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งเสียงที่ใช้มีหลายลักษณะ โดยทั่วไปตัวผู้มักส่งเสียงร้องดังเพื่อประกาศหรือบอกบริเวณที่ตนอาศัยอยู่ ในขณะที่ตัวเมียจะไม่ค่อยส่งเสียงร้อง ตัวเมียจะส่งเสียงร้องดังเมื่อมีอาการกร้าวร้าว สำหรับโคอาล่าตัวเมียที่มีลูกอ่อน จะใช้เสียงที่มีความอ่อนโยนกับลูกของตนเอง เมื่อเกิดความกลัวขึ้น โคอาล่าทั้งตัวผู้และตัวเมียจะใช้ส่งเสียงคล้ายเสียงเด็กร้องไห้ นอกจากนี้ โคอาล่ายังใช้กลิ่นของตนเองทำเครื่องหมายตามต้นไม้ที่ต่างๆ ในการติดต่อถึงกันอีกด้วย.

อ้างอิง  http://www.panyathai.or.th

Comment

Comment:

Tweet

#1 By (104.128.90.235|104.128.90.235) on 2014-07-18 12:26